วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

"กลับสู่จุดเริ่มต้น"

...... ~_~......

หลังจากได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดหลังจากเรียนจบประมาณ สองอาทิตย์ และได้มีเวลาทบทวนหาสิ่งที่ชีวิตตนเองขาดหายไป จนมาช่วงหนึ่งจึงได้ลองไปค้นหาความหมายของชีวิตที่เป็นวัยรุ่น และได้ลองเสาะแสวงหา สิ่งที่เป็นโลกียสุขตามกระแสโลกดูบ้าง เช่น โพสรูปใหม่ๆ, เล่น facebook, เล่น msn หรือ chat หาเพื่อนใหม่ๆ...

เวลาผ่านไป หลังจากใช้ชีวิตแบบนี้มาได้ประมาณ สามวัน สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจก็คือ "เรากำลังทำอะไรอยู่?" สิ่งที่เราทำมันได้ก่อให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริง หรือมันทำให้สังคมสูงขึ้นหรือเปล่า??? คำตอบคือ เปล่า... งั้นเราทำไปทำไม หนำซ้ำเราทำแล้ว เราเองก็ไม่ได้มีความสุขเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายความว่า ความสุขของเรา อาจต้องทวนจากกระแสโลก อาจต้องเสี่ยงกับการมีเพื่อนน้อย มีชีวิตอยู่กับหลักธรรมะและอุดมการณ์ ใช้ชีวิตโดยคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมและสังคม มากกว่าที่วันๆนึงจะมานั่งโพสรูปเล่นๆหรือ นั่งคุยกับเพื่อนใน facebook ...

นั่นหมายความว่า เราคิดว่า การทำตามกระแสโลก และการทำตามคนส่วนใหญ่ เพื่อไม่ให้เป็น แกะดำ นั้น อาจทำให้เราได้เติมความสุขส่วนที่เราคิดว่ามันหายไป แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ที่ยิ่งทำให้ ความสุขเรา หายไป... เราเองได้กลับมาพิจารณาและได้ค้นพบว่า สิ่งภายนอกเหล่านี้ มันยิ่งกลับทำให้เรา ห่างไกลออกจากความเป็นจริงมากขึ้น มันทำให้เราเสียเวลา แทนที่เราจะเอาเวลาที่มีค่าไปทำประโยชน์อย่างอื่นที่ก่อให้เกิดคุณค่าที่แท้จริงแก่ตัวเราเองและสังคม ...หากเราพิจารณาว่ามันน่าจะเพียงพอแล้ว ก็ควรหยุด ไม่ใช่ดันทุรังทำ จนกลายเป็นสิ่งเสพติดทางใจหรือเรื่องไร้สาระ...

ถามว่า การได้มาซึ่งความสุขของตัวเราเอง ยอมแลกไหมกับการที่ต้องสูญเสียการทำตามกระแสสังคมบางอย่าง... คำตอบในใจคือ ยอมนะ หากพิจารณาแล้วว่า การที่เราเสียอะไรบางอย่างซึ่งมันไม่มีค่า เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์บางอย่างที่แท้จริงในชีวิต...

สิ่งที่คนภายนอกมองว่ามันคือความจริง แท้จริงแล้ว มันคือ "สิ่งแปลกปลอม" ที่แฝงมาในรูปแบบของความต้องการของคนในสังคม


อุดมคติเดิมๆในการดำเนินชีวิตของเราก็คือ...

ใชชีวิตในแต่ละวินาทีให้คุ้มค่าโดยการแสวงหาความสุขที่แท้จริงในชีวิต
เมื่อหาเจอแล้ว ก็พยายามทำสิ่งนั้น และเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปให้กับคนอื่นที่ไม่มีโอกาสแบบเรา


คนเรา...หากมีชีวิตอยู่แบบไม่มีอุดมการณ์
ก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปทำไม...จริงไหม...

ใช้ชีวิตในแบบที่กลับสู่จุดเริ่มต้นดีกว่า...
ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นธรรมะ...ชีวิตที่เป็นธรรมชาติ
.....
เพลง ขอได้ไหม ของ seven

แต่ละคนล้วนฝันจะมีคืนวันที่ดี แต่บางทีฝันนั้นก็มีไม่สมดังใจ
อาจจะล้าอาจจะท้อ ชีวิตต้องเดินต่อไป แม้ว่าเส้นชัยสวยไม่เหมือนกัน

หากวันนี้ค้นพบทางเดินที่ดีของตน อาจมีใครบางคนกำลังหกล้มซมซาน
เหลือบไปมองอาจจะเห็น บางทีเขาเพียงต้องการ ข้าวสักครึ่งจาน แค่พอมีเรี่ยวแรง

ขอได้ไหมหัวใจที่ดีต่อกัน แม้มีใครต้องการก็ปันก็แบ่งไป
ขอได้ไหมให้ได้ไหม แล้วอย่าถามว่าได้อะไร ให้ไปสุขใจก็คือได้คืน

แต่ละคนนั้นเหมือนกันตรงมีลมหายใจ แต่จะใช้ชีวิตยังไงต้องเลือกกันเอง
เมื่อได้สูงกว่าใครๆ ท้องฟ้านั้นคงวังเวง เพราะว่าผู้คนอยู่กันบนพื้นดิน

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

...แสงดาวแห่งศรัทธา...

ในยามที่ตัวเราเองต้องยอมเป็นเพื่อนกับความยากลำบาก...
ลำบาก...อย่างที่เราเองก็อดกลับไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆไม่ได้
ว่าทำไมเราต้องเป็นแบบนี้ และโดนแบบนี้...

หลายครั้งที่อยากจะร้องไห้...และอยากจะเลิก...
แต่....มันก็ร้องไม่ออก

เพราะมันก็หลายครั้งแล้วที่เป็นแบบนี้

บางที ความลำบากอาจกำลังสอนอะไรเราบางอย่าง
มันกำลังปรับปรุงนิสัยของเราที่ยังพร่องในบางเรื่องให้ดีขึ้น

ความยากลำบาก ชนิดที่เราไม่มีสิทธิปริปากบ่น
ความอึดอัดและความเหนื่อยล้า ที่เราต้องสู้ต่อไป

เคยคิดท้อ และคิดบ้าๆบอๆหลายครั้ง
แต่สุดท้าย...

ก็ต้องกลับมาลืมตามองโลกแห่งความเป็นจริง

พ่อ...แม่ ครอบครัว และคำว่า "แพทย์หญิง"

... บางครั้งก็เคยสงสัยว่าทำไม
ยามที่คนอื่นทุกข์ใจ ก็ต้องเป็นเราที่ทำให้คนอื่นสบายใจ
แต่พอเราทุกข์จนแทบจะล้มประดาตาย

กลับมองหากำลังใจจากใครไม่เจอ...นอกจากตัวเอง

เพราะทุกวันนี้ที่เดินสองขาอยู่ได้ ที่มีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะ "ตัวของเราเองทั้งนั้น"

............................................

ในเมื่ออุปสรรคมาท้าทาย
ฉันก็จะขอน้อมรับด้วยความยินดี

หากมันจะตาย ณ ตอนนี้ ก็ให้มันรู้ไป

อย่างน้อย เราก็ทำหน้าที่ของเรา อย่างสุดความสามารถแล้ว

ความยากลำบาก บางครั้งก็เป็นสิ่งที่ดี
เพราะมันสอนให้เรา ได้มีความเป็นมนุษย์ที่เต็มขึ้น
...ได้มองเห็นโลกในความเป็นจริงมากขึ้น

ตัดสิ่งไร้สาระออกไปจากชีวิตได้มากขึ้น

เวลาที่ท้อ อย่างน้อย นึกถึงหน้าพระบิดา,ในหลวง, หมอหงวน และพ่อแม่ ...
เพียงแค่นี้ ฉันเองก็มีกำลังใจที่จะอดทนสู้ต่อ

"ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากเราไม่ทำ"
"ไม่มีอะไรที่สำเร็จลงได้ หากปราศจากความพยายามอย่างสุดชีวิต"

... สิ่งที่มีคุณค่า สมควรอยู่กับผู้ที่ได้รับมันเท่านั้น
นั่นหมายถึง เราต้องลงทุน ทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจ เพื่อที่จะให้ได้มันมา

เอาชนะตัวเองให้ได้ ...
ถึงจะแพ้ใคร ยังไงก็ยังชนะใจตัวเอง

อุปสรรค มันเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต
แต่เรามีชีวิต เราจะยอมให้มันเอาชนะเราได้อย่างไร

ความเป็นแพทย์ไม่อาจถูกตีค่าได้ด้วยรูปธรรมหรือสิ่งสมญานามอวดอ้างใดๆ
สิ่งสำคัญคือ ความรู้และใจในการรักษาคนไข้
มอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่พวกเขา เหมือนกับเขาเองเป็นพ่อแม่หรือญาติของเรา

ไม่มีมาตราวัดแพทย์ที่ดีหรือเลวในโลกนี้
เพราะตัวเราเองที่จะรู้ดีที่สุดว่า เราเอง สมควรให้คนไข้เรียกเราว่า "หมอ" หรือไม่

อย่าเป็นหมอ ที่ดูคนไข้ไปวันๆ
อย่าเป็นหมอ เพียงเพราะสอบผ่าน

คนเก่ง ฉลาด และขยัน มีมากมายในโลกนี้
และมันก็เป็นสิ่งที่พัฒนากันได้

แต่สิ่งที่พัฒนาและมีได้ยาก คือ ความเป็นคนในความเป็นแพทย์ ...
ซึ่ง...น้อยคนนัก ที่จะมี


เพลงแสงดาวแห่งศรัทรา

พร่างพรายแสง ดวงดาวน้อยสกราว
ส่องฟากฟ้าเด่นพราวไกลแสนไกล
ดั่งโคมทองผ่องเรืองรุ้งในหทัย
เหมือนธงชัยส่องนำจากห้วงทุกข์ทน
พายุฟ้า ครืน ข่มคุกคราม
เดือนลับยามแผ่นดินมึดหม่น
ดาวศรัทธายังส่องแสงเบื้องบน
ปลุกหัวใจปลุกคนอยู่มิวาย
ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยาก
ขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้ผืนฟ้ามึดดับเดือนลับละลาย
ดาวยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง




คำร้องทำนองโดย จิตร ภูมิศักดิ์
เสียงเพลงประกอบโดย วง กรรมมาชน ชุด 2