ในยามที่ตัวเราเองต้องยอมเป็นเพื่อนกับความยากลำบาก...
ลำบาก...อย่างที่เราเองก็อดกลับไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆไม่ได้
ว่าทำไมเราต้องเป็นแบบนี้ และโดนแบบนี้...
หลายครั้งที่อยากจะร้องไห้...และอยากจะเลิก...
แต่....มันก็ร้องไม่ออก
เพราะมันก็หลายครั้งแล้วที่เป็นแบบนี้
บางที ความลำบากอาจกำลังสอนอะไรเราบางอย่าง
มันกำลังปรับปรุงนิสัยของเราที่ยังพร่องในบางเรื่องให้ดีขึ้น
ความยากลำบาก ชนิดที่เราไม่มีสิทธิปริปากบ่น
ความอึดอัดและความเหนื่อยล้า ที่เราต้องสู้ต่อไป
เคยคิดท้อ และคิดบ้าๆบอๆหลายครั้ง
แต่สุดท้าย...
ก็ต้องกลับมาลืมตามองโลกแห่งความเป็นจริง
พ่อ...แม่ ครอบครัว และคำว่า "แพทย์หญิง"
... บางครั้งก็เคยสงสัยว่าทำไม
ยามที่คนอื่นทุกข์ใจ ก็ต้องเป็นเราที่ทำให้คนอื่นสบายใจ
แต่พอเราทุกข์จนแทบจะล้มประดาตาย
กลับมองหากำลังใจจากใครไม่เจอ...นอกจากตัวเอง
เพราะทุกวันนี้ที่เดินสองขาอยู่ได้ ที่มีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะ "ตัวของเราเองทั้งนั้น"
............................................
ในเมื่ออุปสรรคมาท้าทาย
ฉันก็จะขอน้อมรับด้วยความยินดี
หากมันจะตาย ณ ตอนนี้ ก็ให้มันรู้ไป
อย่างน้อย เราก็ทำหน้าที่ของเรา อย่างสุดความสามารถแล้ว
ความยากลำบาก บางครั้งก็เป็นสิ่งที่ดี
เพราะมันสอนให้เรา ได้มีความเป็นมนุษย์ที่เต็มขึ้น
...ได้มองเห็นโลกในความเป็นจริงมากขึ้น
ตัดสิ่งไร้สาระออกไปจากชีวิตได้มากขึ้น
เวลาที่ท้อ อย่างน้อย นึกถึงหน้าพระบิดา,ในหลวง, หมอหงวน และพ่อแม่ ...
เพียงแค่นี้ ฉันเองก็มีกำลังใจที่จะอดทนสู้ต่อ
"ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากเราไม่ทำ"
"ไม่มีอะไรที่สำเร็จลงได้ หากปราศจากความพยายามอย่างสุดชีวิต"
... สิ่งที่มีคุณค่า สมควรอยู่กับผู้ที่ได้รับมันเท่านั้น
นั่นหมายถึง เราต้องลงทุน ทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจ เพื่อที่จะให้ได้มันมา
เอาชนะตัวเองให้ได้ ...
ถึงจะแพ้ใคร ยังไงก็ยังชนะใจตัวเอง
อุปสรรค มันเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต
แต่เรามีชีวิต เราจะยอมให้มันเอาชนะเราได้อย่างไร
ความเป็นแพทย์ไม่อาจถูกตีค่าได้ด้วยรูปธรรมหรือสิ่งสมญานามอวดอ้างใดๆ
สิ่งสำคัญคือ ความรู้และใจในการรักษาคนไข้
มอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่พวกเขา เหมือนกับเขาเองเป็นพ่อแม่หรือญาติของเรา
ไม่มีมาตราวัดแพทย์ที่ดีหรือเลวในโลกนี้
เพราะตัวเราเองที่จะรู้ดีที่สุดว่า เราเอง สมควรให้คนไข้เรียกเราว่า "หมอ" หรือไม่
อย่าเป็นหมอ ที่ดูคนไข้ไปวันๆ
อย่าเป็นหมอ เพียงเพราะสอบผ่าน
คนเก่ง ฉลาด และขยัน มีมากมายในโลกนี้
และมันก็เป็นสิ่งที่พัฒนากันได้
แต่สิ่งที่พัฒนาและมีได้ยาก คือ ความเป็นคนในความเป็นแพทย์ ...
ซึ่ง...น้อยคนนัก ที่จะมี
เพลงแสงดาวแห่งศรัทรา
พร่างพรายแสง ดวงดาวน้อยสกราว
ส่องฟากฟ้าเด่นพราวไกลแสนไกล
ดั่งโคมทองผ่องเรืองรุ้งในหทัย
เหมือนธงชัยส่องนำจากห้วงทุกข์ทน
พายุฟ้า ครืน ข่มคุกคราม
เดือนลับยามแผ่นดินมึดหม่น
ดาวศรัทธายังส่องแสงเบื้องบน
ปลุกหัวใจปลุกคนอยู่มิวาย
ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยาก
ขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้ผืนฟ้ามึดดับเดือนลับละลาย
ดาวยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง
คำร้องทำนองโดย จิตร ภูมิศักดิ์
เสียงเพลงประกอบโดย วง กรรมมาชน ชุด 2
วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553
ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน
ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน
--------------------------------------------------------------------------------
การทำสิ่งใดโดยไม่หวังผลตอบแทนนั้น บางครั้งกลับได้รับคืนมาอย่างไม่น้อยไปกว่ากัน แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจว่าจะได้อะไรกลับคืนมาก็ตาม เพราะสิ่งหนึ่งที่นับเป็นความจริงในโลกนี้คือ คำที่ว่า “ทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้นกลับคืนมา”
อย่างเช่นเรื่องเล่าของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อนานมาแล้วเรื่องนี้ ชื่อของเขาคือ เฟลมมิง เป็นชาวนาชาวสกอตแลนด์ผู้ยากจน วันหนึ่งระหว่างที่เขากำลังทำงานอยู่ในไร่ เฟลมมิ่งก็ได้ยินเสียงร้องให้ช่วยดังมาจากบึงโคลนที่อยู่ไม่ไกลแถวนั้น โดยไม่ต้องคิด เขาวางมือจากงานที่ทำอยู่ แล้ววิ่งตรงไปที่บึงอย่างรวดเร็ว แล้วเมื่อเข้าใกล้เขาก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังถูกโคลนดูดอยู่กลางบึง ยิ่งเขาพยายามดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองมากเท่าใด เด็กหนุ่มก็ยิ่งจมลงไปในโคลนมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้โคลนอยู่สูงถึงหน้าอกของเขาแล้ว เด็กหนุ่มจึงร้องอย่างกลัวความตาย เมื่อเห็นอย่างนั้น เฟลมมิงก็วิ่งลุยโคลนลงไปโดยไม่คิดถึงความปลอดภัยของตัวเอง เขาต้องช่วยเด็กหนุ่มออกมาให้ได้ โชคดีเป็นของเด็กหนุ่มที่เฟลมมิงอยู่ตรงนั้น ทำให้เขารอดพ้นจากความตาย
ในวันต่อมา มีรถม้าอันหรูหราสวยงามมาจอดตรงหน้าบ้านอันยากแค้นของเฟลมมิง แล้วขุนนางผู้สูงศักดิ์ในเครื่องแต่งกายงดงามก็ก้าวลงจากรถม้า เขาแนะนำตัวเองว่าเป็นบิดาของเด็กหนุ่มที่เฟลมมิงช่วยไว้เมื่อวานนี้
“ข้าต้องการจะตอบแทนเจ้า” ชายสูงศักดิ์กล่าว “ที่ได้ช่วยชีวิตลูกชายของข้าไว้” “ข้ารับค่าตอบแทนจากสิ่งที่ข้าทำลงไปไม่ได้หรอก”
เฟลมมิงตอบกลับ และในเวลาเดียวกันนั้น ลูกชายของเขาก็เดินออกมาจากตัวบ้าน “นั่นคือลูกชายของท่านใช่หรือไม่ ?” ชายสูงศักดิ์ถาม
“ใช่” “ถ้าเช่นนั้นข้ามีเรื่องจะตกลงกับเจ้า ข้าอยากช่วยลูกชายของเจ้าให้ได้เรียนหนังสือ มากเท่าที่ลูกชายของเจ้าพอใจจะได้หรือไม่ เพราะถ้าหากว่าลูกชายของเจ้าเป็นเหมือนพ่อของเขาแล้ว เขาจะเติบโตขึ้นเป็นคนที่พวกเราจะต้องภาคภูมิใจอย่างไม่ต้องสงสัย” เฟลมมิงตอบตกลงรับข้อเสนอนั้น
ต่อมาลูกชายของเฟลมมิงจึงได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด หลังจากที่เขาเรียนจบจากโรงเรียนแพทย์ ของโรงพยาบาลเซนต์แมรีส์ในลอนดอน ชายหนุ่มคนนี้ก็กลายมาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อของ เซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ผู้ค้นพบยาเพนนิสซิลินนั่นเอง ภายหลัง ลูกชายของชายสูงศักดิ์ที่เฟลมมิงได้ช่วยไว้จากโคลนดูด ก็ล้มป่วยด้วยโรคปอด แล้วอะไรล่ะที่ช่วยชีวิตเขาไว้ได้อีกครั้ง ?
แน่นอน นั่นก็คือยาเพนนิสซิลิน ชื่อของชายสูงศักดิ์คนนั้นคือ ลอร์ด แรนดอลฟ์ เชอร์ชิลล์ และลูกชายของเขามีชื่อว่า เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ ที่กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ด้วยเรื่องนี้ทำให้เราเชื่อว่า“ทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้นกลับคืนมา” เป็นเรื่องจริง
--------------------------------------------------------------------------------
การทำสิ่งใดโดยไม่หวังผลตอบแทนนั้น บางครั้งกลับได้รับคืนมาอย่างไม่น้อยไปกว่ากัน แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจว่าจะได้อะไรกลับคืนมาก็ตาม เพราะสิ่งหนึ่งที่นับเป็นความจริงในโลกนี้คือ คำที่ว่า “ทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้นกลับคืนมา”
อย่างเช่นเรื่องเล่าของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อนานมาแล้วเรื่องนี้ ชื่อของเขาคือ เฟลมมิง เป็นชาวนาชาวสกอตแลนด์ผู้ยากจน วันหนึ่งระหว่างที่เขากำลังทำงานอยู่ในไร่ เฟลมมิ่งก็ได้ยินเสียงร้องให้ช่วยดังมาจากบึงโคลนที่อยู่ไม่ไกลแถวนั้น โดยไม่ต้องคิด เขาวางมือจากงานที่ทำอยู่ แล้ววิ่งตรงไปที่บึงอย่างรวดเร็ว แล้วเมื่อเข้าใกล้เขาก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังถูกโคลนดูดอยู่กลางบึง ยิ่งเขาพยายามดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองมากเท่าใด เด็กหนุ่มก็ยิ่งจมลงไปในโคลนมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้โคลนอยู่สูงถึงหน้าอกของเขาแล้ว เด็กหนุ่มจึงร้องอย่างกลัวความตาย เมื่อเห็นอย่างนั้น เฟลมมิงก็วิ่งลุยโคลนลงไปโดยไม่คิดถึงความปลอดภัยของตัวเอง เขาต้องช่วยเด็กหนุ่มออกมาให้ได้ โชคดีเป็นของเด็กหนุ่มที่เฟลมมิงอยู่ตรงนั้น ทำให้เขารอดพ้นจากความตาย
ในวันต่อมา มีรถม้าอันหรูหราสวยงามมาจอดตรงหน้าบ้านอันยากแค้นของเฟลมมิง แล้วขุนนางผู้สูงศักดิ์ในเครื่องแต่งกายงดงามก็ก้าวลงจากรถม้า เขาแนะนำตัวเองว่าเป็นบิดาของเด็กหนุ่มที่เฟลมมิงช่วยไว้เมื่อวานนี้
“ข้าต้องการจะตอบแทนเจ้า” ชายสูงศักดิ์กล่าว “ที่ได้ช่วยชีวิตลูกชายของข้าไว้” “ข้ารับค่าตอบแทนจากสิ่งที่ข้าทำลงไปไม่ได้หรอก”
เฟลมมิงตอบกลับ และในเวลาเดียวกันนั้น ลูกชายของเขาก็เดินออกมาจากตัวบ้าน “นั่นคือลูกชายของท่านใช่หรือไม่ ?” ชายสูงศักดิ์ถาม
“ใช่” “ถ้าเช่นนั้นข้ามีเรื่องจะตกลงกับเจ้า ข้าอยากช่วยลูกชายของเจ้าให้ได้เรียนหนังสือ มากเท่าที่ลูกชายของเจ้าพอใจจะได้หรือไม่ เพราะถ้าหากว่าลูกชายของเจ้าเป็นเหมือนพ่อของเขาแล้ว เขาจะเติบโตขึ้นเป็นคนที่พวกเราจะต้องภาคภูมิใจอย่างไม่ต้องสงสัย” เฟลมมิงตอบตกลงรับข้อเสนอนั้น
ต่อมาลูกชายของเฟลมมิงจึงได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด หลังจากที่เขาเรียนจบจากโรงเรียนแพทย์ ของโรงพยาบาลเซนต์แมรีส์ในลอนดอน ชายหนุ่มคนนี้ก็กลายมาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อของ เซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ผู้ค้นพบยาเพนนิสซิลินนั่นเอง ภายหลัง ลูกชายของชายสูงศักดิ์ที่เฟลมมิงได้ช่วยไว้จากโคลนดูด ก็ล้มป่วยด้วยโรคปอด แล้วอะไรล่ะที่ช่วยชีวิตเขาไว้ได้อีกครั้ง ?
แน่นอน นั่นก็คือยาเพนนิสซิลิน ชื่อของชายสูงศักดิ์คนนั้นคือ ลอร์ด แรนดอลฟ์ เชอร์ชิลล์ และลูกชายของเขามีชื่อว่า เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ ที่กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ด้วยเรื่องนี้ทำให้เราเชื่อว่า“ทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้นกลับคืนมา” เป็นเรื่องจริง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
