วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คนเรา...นี่ก็แปลก

ไม่เข้าใจเลย...อยู่ดีๆก็ถูกเข้าใจผิด
โดนกล่าวหา ในข้อหาที่คนทั่วไปและสังคมตั้งกฏเกณฑ์และให้คำนิยามกับการกระทำบางอย่าง

คนเรานี่ก็แปลกนะ... ชอบตัดสินคนอื่น ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าทุกการกระทำของคนทุกคนก็ย่อมต้องมีเหตุผลด้วยกันทั้งนั้น
ไม่มีใครถูก หรือ ผิด ในการเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไร
และไม่ใช่หน้าที่ของคุณหรือของใคร มานั่งตัดสินคนอื่น

โลกเราตอนนี้วิปริตไปมาก... มากซะจนเรื่องที่ควรวิตกกลับกลายเป็นเรื่องปกติ
ส่วนเรื่องที่เป็นเรื่องจริง และสมควรทำ กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องหลอกลวงและน่าหัวเราะเยาะ

ครั้งนึงเคยคิดและพยายามที่จะเป็นคนดี แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา มีแต่น้ำตาและความโศกเศร้า

จนถึงตอนนี้ ก็ไม่ได้เลิกคิดที่จะทำแบบนั้น เพียงแต่เปลี่ยนจาก การพยายามเป็นคนดี มาเป็น การพยายามทำสิ่งที่ดีดี




ต่อจากนี้...
พวกคุณหรือใครก็ตาม อยากจะตัดสินใคร อยากจะมองยังไง จะไม่สนใจและจะไม่มีข้อแก้ต่างแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น
อยากเข้าใจยังไงก็จงเข้าใจแบบนั้นกันต่อไป...

เพราะตัวเราเองรู้ดีที่สุด ว่าทุกอย่างที่เราทำ เราทำไปทำไม และเราทำเพื่อใคร...




ไม่โกรธหรอก แต่เสียความรู้สึกมากกว่า ที่พยายามรู้สึกดีดีมาตลอด แต่ทำไม เป็นเราทุกครั้งที่ต้องเสียใจ..


ขออโหสิกรรมให้กับการกระทำและความเข้าใจผิดทุกๆอย่าง


และอยากจะบอกว่า...

สิทธิของพวกคุณ คือการที่คุณสามารถจ้องจับผิดและยัดข้อกล่าวหาให้บางคนได้จากเพียงแค่ "น้ำลาย"ของคนอื่น

แต่พวกคุณ ไม่มีวัน จะทำลาย ความเป็นตัวตน และศักดิ์ศรีของ คนคนหนึ่งได้

เพราะคนจะดีหรือเลว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปากใคร แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำ



ที่เขียนมาทั้งหมดนี่... เข้าใจในโลกธรรมอย่างชัดเจน (ทั้งแบบโลกธรรมและ โลก-กระ-ทำ)

ทำให้ได้รู้ว่า

......
ในวันที่เรารู้สึกแย่กับสิ่งรอบตัว

นั่นเพราะ ธรรมชาติ...กำลังสอนให้เรารู้จักปล่อยวาง...ให้เป็น

วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ...ธรรมชาติ

ยิ่งพยายามเหวี่ยงชีวิตให้โลดแล่นไปตามความสนุกของสังคมเท่าไร ยิ่งรู้สึกว่าในใจกลับยิ่งเปล่าเปลี่ยวมากขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายก็ต้องกลับมานั่ง พิจารณา ความเป็นจริงของชีวิตตามเดิม นั่นก็คือ "ชีวิตที่มีธรรมะ" หรือเป็นความจริงของธรรมชาติที่เกี่ยวกับชีวิต...

เพราะความจริงแล้ว คำตอบมันก็อยู่แทบเท้าเรานี่เอง...
ความสุขที่เราคิดว่าต้องถูกปรนนิบัติจากอามิสวัตถุภายนอกหรือกิเลสตัณหาต่างๆที่เรารับมาจากประสาทสัมผัสทั้งห้าหรือแม้แต่ "ทางใจ"...

อยากให้ทุกคนได้ลองหยุดคิดและพิจารณาสำรวจภายในตนสักนิด... ว่าตอนนี้เราเอง ใช้ชีวิตและมีจิตใจห่างไกลจากสิ่งที่เป็น ดั้งเดิม มากน้อยแค่ไหน...

....เข่นฆ่า... อาฆาต พยาบาท... อิจฉาริษยากัน เพื่ออะไร
ในเมื่อทุกคน ต่างก็เคยเป็นญาติกันมาทั้งสิ้น

คนเราไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ชาติกำเนิด...ดังนั้นการกระทำและความคิดจึงต่างกัน
ไม่มีใครอยากเป็นคนเลวในสายตาคนอื่น...

เพียงแต่การที่เราจะมองใครออกจากใจของเรา ให้เรามองใจของเราดูก่อนดีกว่า
ตนเอง ยังพิจารณาไม่ถี่ถ้วน ... แล้วควรแล้วหรือที่เอาตาและใจไปคอยมองแต่สิ่งที่อยู่ภายนอกจิตใจตนเอง...

ถ้าเร่าไม่อยากให้ใครทำแบบไหนกับเรา ก็อย่าทำกับเค้าแบบนั้น แม้กระทั่ง "กรรมทางความคิด" หรือ มโนกรรม ก็ส่งผล หมอพิสูจน์มาแล้ว...และเห็นประจักษ์ 100% เลยว่า ฟ้ามีตา เวรกรรมมีจริง ... ผลแห่งความคิดและการกระทำมีจริง

ทุกอย่างในโลกล้วนเคลื่อนไหวและดึงดูดสรรพสิ่งด้วยพลังงาน...ดังนั้น แค่ความคิด ก็อย่าคิดว่า จะไม่มีผล!

ตัวหมอ่น่ะ...ไม่ได้อยากจะปรัชญงปรัชญาหรือมธรรมะอะไรมากมาย...

แต่จะหมอทำอย่างไรล่ะ...
ก็ ในเมื่อ ทุกอย่างในธรรมะ มันคือ "ความจริงทั้งสิ้น"...

การมีชีวิตอยู่ด้วยปรัชญาแห่งการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง มีคนต้นแบบที่ดีงาม และมีธรรมะในจิตใจนั้น

หมอคิดว่า เป็นชีวิตที่มีความสุข เพราะสิ่งเหล่านี้จะไม่ดึงเราไปจากความเป็นจริง และจะทำให้ใจของเรา ปล่อยวางเรื่องบางเรื่องได้อย่างสบาย

แต่อย่าลืมว่า การกระทำทุกการกระทำ ต้องเดินทางสายกลาง และมีสติปัญญาประคองไปด้วยเสมอ...
หมายถึงว่า สิ่งไหนพิจารณาแล้ว ว่า ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ ก็ควรละสิ่งนั้น... และหันมาใช้ชีวิตในทางที่เจริญและดีงาม...

โลกใบนี้มีความจริงรอให้ค้นพบอีกมากมาย
โลกที่เราเหยียบ...เรามองมันแค่สามมิติ ทั้งๆที่มีอีก สิบมิติ ให้เราได้ค้นหา...

อย่าใช้ชีวิตไปวันๆ...
อย่าเสียเวลาไปกับเรื่องไม่สมควรและไร้สาระ

ให้ธรรมะนำทาง...
มีชีวิตอยู่โดยคิดจะให้... ไม่ใช่คิดแต่จะเอา...

From: หมอก้อย